กรดไหลย้อน ภัยร้ายที่ต้องระวัง
กรดไหลย้อน (GERD – Gasto Esophageal Reflux Disease) ฟังชื่ออาจจะไม่ค่อยคุ้นหู แต่คุณรู้ไหมว่าโรคนี้ติดอันดับอปฮิตของหนุ่มๆ สาวๆ ออฟฟิศ เลยทีเดียว เพราะเราจะพบคนไทยที่ป่วยเป็นโรคนี้ถึง 7.4% ซึ่งมากกว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานเสียอีก
โรคกรดไหลย้อน คือ อาการที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร
ทำให้รู้สึกอยากอาเจียนหรืออึดอัด แน่นที่ท้องและหน้าอกบ่อยๆ บาง รายหลังทานอาหารจะรู้สึกอยากอาเจียน สาเหตุของโรคที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด
แต่เชื่อว่าโรคนี้อาจเกิดจากลักษณะโครงสร้างของร่างกายที่ผิดปกติทำให้ เกิดภาวะกรดไหลย้อนกลับได้ เช่น หูรูดที่หลอดอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่ ซึ่งโดยปกติหูรูดที่หลอดอาหารจะมี 2 ตำแหน่ง คือ
หูรูดที่ติดกับกระเพาะ-อาหาร และหูรูดที่อยู่ส่วนต้นทางเดินอาหาร ซึ่งถ้าหูรูดทั้งสองทำงานไม่ดีก็มีโอกาสจะเกิดกรดไหลย้อนได้มาก ถ้ากรดไหลย้อนขึ้นมาแล้ว ร่างกายสามารถขจัด
ออกไปได้เร็ว คือ หลอดอาหารบีบตัวเพื่อไล่กรดกลับลงไปได้เร็วโอกาสเกิดการทำลายก็น้อยลง แต่ถ้าบางคนหลอดอาหารทำงานได้ไม่ต่อยดี หรือ
บางคน อาจมีกระเพาะอาหารที่ยื่นขึ้นไปในหลอดอาหารก็จะมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรค กรดไหลย้อนได้มากขึ้น
และยังเกิดจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด หรือเป็น โรคที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม นอกจากนี้ปัจจัยทั่วไปอย่างเช่นการใช้ชีวิตประจำวัน หรือการรับประทานอาหารก็จะมีส่วนให้คนป่วยเป็นโรคนี้มากขึ้น
ซึ่งจะเห็น ว่าในต่างประเทศจะเกิดโรคนี้มากกว่าคนไทย หรือคนเอเชีย เพราะคนทางยุโรปกินอาหารที่มีแคลอรี่สูง โรคนี้ถึงแม้จะไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อ
ชีวิตประจำวันมากมายนักแต่ก็ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย เนื่องจากผู้ป่วยจะรู้สึกไม่สบายตัว เหนื่อยง่าย บางรายอาจต้องตื่นขึ้นมากลาง ดึกบ่อยๆ จนนอนไม่หลับ ด้วยอาการแสบจมูกและคอ โรคนี้อานทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการหลอดอาหารอักเสบ
และถ้าอักเสบมากจนเป็นแผลก็จะส่งผลทำ
ให้ หลอดอาหารตีบหรือเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้ แต่เราก็สามารถป้องกันได้เช่นกัน
ด้วยการควบคุมเรื่องน้ำหนักในรายที่น้ำหนักเกิน ขณะเดียวกันก็ต้องปรับการ ใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในคนเมืองที่ใช้ชีวิตรีบเร่งเสมอ ควรใช้เวลาในการรับประทานอาหาร
หรือทำกิจวัตรให้มีเวลาอย่างพอเหมาะ ไม่เร่งรีบจนเกินไป ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคนี้ได้มากขึ้นและในรายที่มีอาการมากๆ แพทย์จะแนะนำให้นอนตะแคงซ้าย และนอนหนุนหัวเตียง หรือให้หัวสูงอย่างน้อย 6 นิ้ว
บางราย อาจให้เคี้ยวหมากฝรั่งบ่อยๆ เพื่อให้น้ำลายถูกกระตุ้นออกมา เพราะในน้ำลายมีฤทธิ์เป็นด่าง ซึ่งจะช่วยลดกรดได้ โรคกรดไหลย้อนจะพบมากในทุกกลุ่มอายุ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนอ้วน หรือคนที่มีอายุ 32 ขึ้นไป คนสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ขอบทานอาหารรสจัด หรือของมันของทอด และผู้ที่ชอบทานช็อกโกแลต
อาการ ของโรคนี้มักทำให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าตนเองไม่สบายด้วยโรคธรรมดาทั่วๆ ไป เช่น ไข้หวัดลงคอ โรคกระเพาะ ภูมิแพ้ โรคปอด
หรือมีกลิ่นปาก ฯลฯ โดยที่แพทย์มักจะไม่พบอาการที่ต้องสงสัยในโรคเหล่านี้ แต่สิ่งที่พบเจอกลับเป็นโรคแปลกใหม่ที่ใครๆ อาจจะยังไม่ค่อยรู้จัก นั่นคือ “โรคกรดไหลย้อน” นั่นเอง
อาการของผู้ป่วยด้วยโรคกรดไหลย้อน
1.) รู้สึกเหมือนมีก้อนในคอตลอดเวลา
2.) มีเสมหะหรือระคายคออยู่ตลอดเวลา
3.) เรอบ่อย เรอเปรี้ยว และคลื่นไส้ ซึ่งคนไข้บางรายจะขับถ่ายอุจจาระออกมาเป็นสีดำ
4.) จุกแน่นในหน้าอกคล้ายอาหารไม่ย่อยหรือมีอาการเจ็บหน้าอก
5.) รู้สึกเหมือนปวดแสบและร้อนด้านใน ที่บริเวณหน้าอก หรือลิ้นปี่ซึ่งอาจลามไปถึงคอ
6.) กลืนอาหารลำบาก หรือกลืนแล้วรู้สึกเจ็บ
7.) เจ็บคอหรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า
7.) เจ็บคอหรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า
8.) รู้สึกเหมือนมีรสขมหรือเปรี้ยวในคอ หรือปาก
9.) กระแอมไอบ่อยๆ ไอเรื้อรัง หรือรู้สึกสำลักในตอนกลางคืน
10.) เสียงแหบเรื้อรัง หรือแหบเฉพาะตอนเช้าหรือมีเสียงผิดปกติจากเดิม
การป้องกันและรักษา
1.) หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด
2.) ไม่ทานอิ่มจนเกินไป ควรทานอาหารมื้อละน้อยๆ แต่ทานบ่อยๆ
3.) ควบคุมน้ำหนัก เพราะผู้ที่มีน้ำหนักเกินจะมีความดันในช่องท้องสูง ซึ่งทำให้กรดไหลย้อนได้มาก
4.) งดอาหารมัน อาหารทอด หรืออาหารที่ปรุงด้วยหัวหอม กระเทียม มะเขือเทศ ช็อกโกแลต ถั่ว และเนย
5.) ไม่ควรรับประทานอาหารช่วง 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
6.) หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลมและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
7.) รับประทานยาลดกรดตามแพทย์สั่ง
8.) เวลาไม่สบายไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เนื่องจากยาบางตัวอาจออกฤทธิ์เพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร เช่น ยาแก้ปวด ยา
Aspirin NSAID ฯลฯฃ
9.)
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้กระบังลมและกล้ามเนื้อหัวหูรูดทำงานได้ดีขึ้น
10.) ไม่ความใส่เสื้อผ้ารัดๆ จนอึดอัด โดยเฉพาะบริเวณเอว
11.) รับประทานสารอาหารที่มีคลอโรฟิลล์สูง เพื่อลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหารและเคลือบแผลในกระเพาะอาหาร
*
ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ความได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องด้วยการควบคุมและ เปลี่ยนนิสัยการรับประทานอาหารและการนอน เพราะอาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้ ทุกเมื่อ
บางรายที่รักษาด้วยการรับประทานยาแล้วยังไม่ดีขึ้นอาจต้องกลืนแป้งเพื่อตรวจ กระเพาะ หากมีอาการรุนแรงอาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด